
ปัจจุบัน ผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย มีการจับจ่ายกันอย่างครึกโครม ซึ่งก็นับว่าเป็นผลดีในแง่ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตต่อไปได้ แต่หลายฝ่ายเริ่มแสดงความวิตกว่าจะมีปัญหาในอนาคต เพราะมีการใช้บัตรเครดิตกันอย่างมโหฬาร
แม้ว่าระบบเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะขยายตัวในระดับปานกลางแต่ก็สูงกว่า 6 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งก็นับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในภาวะที่ซบเซาเนื่องจากการชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจโลก และจากการที่เศรษฐกิจของประเทศค่อนข่างดี ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่จึงมีรายได้ที่สูงขึ้น และเมื่อมีรายได้สูงขึ้น การเปิดวงเงินสินเชื่อหรือการทำบัตรเครดิตก็สามารถทำได้ง่าย
ด้วยเหตุนี้ ผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียตอนนี้จึงมีการจับจ่ายซื้อของกันอย่างไม่บันยะบันยังทั้งรถยนต์ มือถือ ไอแพ็ดและสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ จนเกรงกันว่า ในอนาคต อินโดนีเซีย อาจขาดดุลการค้าจำนวนมหาศาล เพราะประชาชนบริโภคเกินกำลังที่ตนผลิตได้ และลางร้ายก็เริ่มปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว เนื่องจากในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อินโดนีเซียมีการนำเข้าสินค้ามากกว่าที่ส่งออกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 แล้ว นั่นหมายถึงว่า อินโดนีเซียกำลังจะตกอยู่ในสภาพของการขาดดุลการค้าเรื้อรัง ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดตามมาก็คือ เงินรูปีจะเสื่อมค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อความต้องการเงินดอลลาร์เพื่อนำเข้าสินค้ามีมากขึ้น
และที่น่าวิตกมากไปกว่านั้นก็คือ ความเติบโตด้านสินเชื่อในอินโดนีเซียอยู่ในภาวะที่น่าวิตกอย่างมาก เพราะเมื่อปีที่แล้ว มูลค่าธุรกรรมผ่านบัตรเครดิตในอินโดนีเซียพุ่งขึ้นถึง 12 เปอร์เซ็นต์ ห่างกันหลายช่วงตัวกับความเติบโตด้านค่าจ้างแรงงาน ทำให้ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศหรือ BIS ต้องออกมาเตือนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า อินโดนีเซียกำลังก้าวเข้าสู่เขตอันตรายสำหรับความเติบโตของสินเชื่อบัตรเครดิต ส่งผลให้แบงก์ชาติอินโดนีเซียต้องเข้ามาปรามผู้ปล่อยสินเชื่อ โดยให้เน้นการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคการผลิตให้มากขึ้น แทนการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภค